Thursday, May 19, 2022
Advertising call 02-033-8900 ext. 8819spot_img

7 เคล็บ(ไม่)ลับ การกินข้าวเหนียวมะม่วงอย่างไร? ไม่อ้วนและสุขภาพดี

ถ้าพูดถึงเมนูของหวานที่กำลังฮิตติดลมบน ขายดิบขายดีแบบเทน้ำเทท่าในช่วงนี้น่าจะหนี้ไม่พ้นเมนู “ข้าวเหนียมมะม่วง” เพราะจากหลังจาก “มิลลิ” ดนุภา คณาธีรกุล หนึ่งในศิลปินไทยขึ้นไปแสดงโชว์บนเวที Coachella Valley Music and Arts Festival 2022 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และโชว์การกิน “ข้าวเหนียวมะม่วง” บนเวที ทำให้เกิดกระแส Soft Power หรืออิทธิพลการเปลี่ยนแปลงทางความคิดทำให้ผู้คนมีส่วนร่วมขึ้นมาทันที เห็นได้จากร้านขายข้าวเหนียวมะม่วงตามสถานที่ต่างๆ ขายดิบขายดีไปตามๆ กัน

หวานทั้งข้าวเหนียวมูนและมะม่วงสุกแบบนี้ กินมากไปก็ไม่ดีนะเพื่อนๆ น้ำหนักจะขึ้นเอาง่ายๆ โรคอ้วน โรคเบาหวานจะตามมาโดยไม่รู้ตัว สำหรับใครที่ชอบกินข้าวเหนียวมะม่วงมากๆ หรือใครอยากจะซื้อมากินตามกระแส สามย่านมิตรทาวน์ มีเคล็ดลับการกินข้าวเหนียวมะม่วงแบบไม่อ้วนและดีต่อสุขภาพมาฝาก ส่วนจะมีวิธีไหนบ้างไปดูกันเลย

1.กินมะม่วงมากกว่าข้าวเหนียว
เช่น กินมะม่วงสุกครึ่งลูก (ขนาดกลาง) จะได้พลังงานประมาณ 70 กิโลแคลอรี ส่วนข้าวเหนียวมูนให้กิน 100 กรัม หรือ 1 ขีด จะให้พลังงาน 280 กิโลแคลอรี เมื่อรวมกันแล้วจะเท่ากับ 350 กิโลแคลอรี

2.กินข้าวเหนียวมะม่วงช่วงเวลากลางวัน
เพราะกลางวันเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายต้องใช้พลังงานทำกิจกรรมต่างๆ ควรหลีกเลี่ยงการกินมื้อเย็น เนื่องจากมีกิจกรรมที่ต้องทำน้อยกว่าช่วงกลางวัน พลังงานที่ได้รับเข้าไปอาจเผาผลาญและนำไปใช้ไม่หมด เกิดเป็นไขมันสะสมตามร่างกายได้

3.ต้องกินอย่างระมัดระวัง
ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ต้องกินอย่างระมัดระวัง เพราะข้าวเหนียวมะม่วงเป็นอาหารที่มีทั้งน้ำตาลและไขมันปริมาณที่ค่อนข้างสูง จึงแนะนำให้กินสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และควรลดปริมาณข้าวเหนียวลงให้เหลือสักครึ่งขีดกรณีที่ต้องการกิน 2 ครั้งต่อสัปดาห์

4.สุขภาพดีกินได้เกิน 2 ครั้งต่อสัปดาห์
คนที่มีสุขภาพดีไม่มีโรคประจำตัว อาจจะกินข้าวเหนียวมะม่วงได้มากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ต้องไม่ลืมว่าข้าวเหนียวมะม่วงให้พลังงานเทียบเท่ากับการกินอาหารมื้อหลัก 1 มื้อเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นต้องไม่ลืมออกกำลังกาย เพื่อเผาผลาญพลังงานที่กินเข้าไป

5.เลือกข้าวเหนียมในการกิน
ควรกินข้าวเหนียวดำ (ถ้าเป็นไปได้) หรือข้าวเหนียวที่มูนด้วยน้ำกะทิที่ผสมสีที่ได้จากธรรมชาติ เช่น ดอกอัญชัน แครอต ขมิ้น และใบเตย เพราะจะได้รับสารพฤกษเคมีที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มากกว่าการกินข้าวเหนียวขาว

kapook

6.กินมะม่วงแก่จัด
เพื่อให้ได้รสชาติดีและสารอาหารจากมะม่วงครบถ้วน ควรซื้อมะม่วงที่แก่จัด และควรปล่อยให้สุกตามธรรมชาติ เนื่องจากมะม่วงที่บ่มแก๊สจะให้กลิ่นและรสที่ไม่ดีเท่ากับมะม่วงสุกตามธรรมชาติ วิธีการสังเกตคือ มะม่วงที่แก่จัดนั้นผลจะอวบ ด้านล่างของมะม่วงจะไม่แหลม ส่วนมะม่วงที่เก็บมาตอนไม่แก่จัด แล้วนำมาบ่มแก๊สผิวจะเหี่ยว

7.มีโรคประจำตัวควรกินะม่วงสุกแต่น้อย
ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง ควรกินมะม่วงสุกแต่น้อย คือ กินครั้งละไม่เกิน 1 ผล ขนาดกลาง และใน 1 สัปดาห์ไม่ควรกินเกิน 2 ครั้ง ส่วนผู้ป่วยโรคไตควรงดกินมะม่วงสุกเพราะมีปริมาณโพแทสเซียมสูง

รู้เคล็ดลับการกินข้าวเหนียวมะม่วงที่ดีต่อสุขภาพกันไปแล้ว ก็อย่าลืมนำไปใช้กันนะคะ เพราะถ้ามัวแต่อร่อยเพลิน อาจทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพได้ ที่เห็นได้ชัดแบบไม่ต้องรอนั่นก็คือ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ไม่เชื่อลองกินแล้วชั่งน้ำหนักดู

ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

- Advertisment -

ซื้อ 1 แถม 1 ชิพส์ ในราคา 59 บาท

Taco Bell ชวนคุณมาพบกับมินิโปรแกรม โฉมใหม่!...
spot_img

ชวนมิตรรู้ทัน โควิค-19