Sunday, May 15, 2022
Advertising call 02-033-8900 ext. 8819spot_img

ดัชนีความเชื่อมั่นเพิ่ม! หนุนธุรกิจค้าปลีกส่งสัญญาณฟื้นตัว

สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่ทำงานในแวดวงธุรกิจค้าปลีก ช่วงนี้ก็น่าพอพอหายใจคล่องขึ้น เพราะจากผลสำรวจของสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ที่ได้ทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาเปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นค้าปลีก (Retail Sentiment Index) ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2565 พบว่า ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการดีขึ้น 9.3 จุด เกิดจากความพยายามร่วมกันของภาครัฐและภาคเอกชน ในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ด้วยการตรึงราคาพลังงาน สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ซึ่งได้เริ่มทำกันมาตั้งแต่ปลายปี 2564 ที่่ผ่านมา

นอกจากนี้ จากมาตรการการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของภาครัฐที่ประกาศออกมาอยางต่อเนื่องก็ถือเป็นอีกแรงหนุนที่ส่งผลให้ยอดขายสาขาเดิม หรือ Same Store Sale Growth (SSSG) ปรับเพิ่มขึ้น 15.2 จุด แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลางที่ 50 จุด เนื่องจากความถี่ในการจับจ่าย (Frequency Of Shopping) ที่เพิ่มขึ้น 16.3 จุด ไม่สอดคล้องกับยอดซื้อต่อบิล Spending Per Bill หรือ Per Basket Size ยังอยู่ในระดับทรงตัวที่ 5.2 จุด เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคมีการจับจ่ายในลักษณะซื้อทีละน้อย แต่ซื้อบ่อยครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับความระมัดระวังในเรื่องของการจับจ่าย ที่ผู้บริโภคจะเน้นซื้อเฉพาะสินค้าที่จำเป็นเท่านั้น

จากแนวโน้มที่เกิดขึ้นดังกล่าว ทำให้สารมารถสรุปดัชนีความเชื่อมั่น ในประเด็นที่สำคัญ ได้ดังต่อไปนี้
1.ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก Retail Sentiment Index (RSI)
เดือนกุมภาพันธ์เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 52.7 ปรับเพิ่มขึ้นเพียง 9.3 จุด เมื่อเทียบกับดัชนีเดือนมกราคมที่ 43.4 จุด สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ยังไม่มั่นคง เนื่องจากความกังวลต่อกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัว ประกอบกับราคาสินค้าที่ปรับราคาเพิ่มขึ้น

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีกในอีก 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้นเพียง 5.6 จุด จากระดับ 53.1 จุด ในเดือนมกราคม มาที่ 58.7 จุด เดือนกุมภาพันธ์ สะท้อนถึงความกังวลต่อการแพร่ระบาดของโอมิครอนที่กระจายไปอย่างรวดเร็วในประเทศไทย รวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกที่ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่น ราคาน้ำมัน และอัตราเงินเฟ้อ เป็นต้น

2.ดัชนีความเชื่อมั่น RSI แยกตามภูมิภาค
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการต่อยอดขายเดิมเดือนกุมภาพันธ์เพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาคเมื่อเทียบกับเดือนมกราคม จากมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของภาครัฐ แต่ก็เป็นการเพิ่มขึ้นที่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลางที่ระดับ 50 จุด ทุกภูมิภาค สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ยังกังวลในการฟื้นตัวของกำลังซื้อ และค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นเพราะราคาพลังงานและราคาอาหารสดมีการปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ทางสมาคมผู้ค้าปลีกไทยยังได้มีการประเมินกำลังซื้อและแนวโน้มการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนจากมุมมองผู้ประกอบการ “ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่สำรวจระหว่างวันที่ 17-24 กุมภาพันธ์ 2565” ดังนี้

1.แนวโน้มการพิจารณาปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ
44% อาจจะพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างไม่เกิน 5%
33% รอการประกาศค่าจ้างขั้นต่ำอย่างเป็นทางการ

2.ผลกระทบต่อธุรกิจจากการแพร่ระบาดของโอมิครอนเมื่อเทียบกับเดลต้า
63% ผลกระทบโอมิครอนน้อยกว่าเดลต้า
33% ผลกระทบโอมิครอนใกล้เคียงกับเดลต้า
4% ผลกระทบโอมิครอนมากกว่าเดลต้า

3.ผลการสำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการต่อ โครงการ “ช้อปดีมีคืน” 2565
3.1 จำนวนลูกค้าเมื่อเทียบเดือนมกราคม 2565 กับเดือนธันวาคม 2564

59.5% จำนวนลูกค้ามาจับจ่าย มากขึ้น
20.1% จำนวนลูกค้ามาจับจ่าย เท่าเดิม
20.4% จำนวนลูกค้ามาจับจ่าย น้อยลง

3.2 จำนวนใบกำกับภาษี
82.7% จำนวนใบกำกับภาษีเพิ่มขึ้น 1-5%
11.4% จำนวนใบกำกับภาษีเพิ่มขึ้น 6-10%

นอกจากนี้ จากผลการสำรวจยังพบว่า ผู้ประกอบการกว่า 44% อาจจะพิจารณาปรับค่าจ้างแต่ไม่เกิน 5% ในขณะที่ผู้ประกอบการ 33% ระบุว่า จะยังไม่พิจารณาปรับค่าจ้าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบส่วนใหญ่ยังคงลังเลที่จะปรับค่าจ้าง ในขณะที่ธุรกิจยังไม่ฟื้นตัวและสถานการณ์เศรษฐกิจก็ยังไม่มีความชัดเจน แม้ว่าผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโอมิครอนจะน้อยกว่าเดลต้า แต่ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเดลต้าที่มาก่อนหน้านี้ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ภาพรวมของธุรกิจยังได้รับผลกระทบอยู่

แม้ว่าตอนนี้สถานการณ์ของธุรกิจค้าปลีกจะมีแนวโน้มขยายตัในทิศทางที่ดีขึ้น แต่จากผลกระทบที่เกิดขึ้นกับธุรกิจตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา คงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าทุกอย่างจะเข้าสู่ภาวะปกติดังเดิม

ขอบคุณข้อมูลจาก : สมาคมผู้ค้าปลีกไทย

- Advertisment -

ซื้อ 1 แถม 1 ชิพส์ ในราคา 59 บาท

Taco Bell ชวนคุณมาพบกับมินิโปรแกรม โฉมใหม่!...
spot_img

ชวนมิตรรู้ทัน โควิค-19