Saturday, September 24, 2022
Advertising call 02-033-8900 ext. 8819spot_img

ใครเป็น ‘โรคซึมเศร้า’ ต้องรู้ไว้! อะไรควรกินไม่ควรกิน

โรคซึมเศร้า ถือเป็นอีกหนึ่งโรคที่เป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่ใหญ่ที่สุดของโลก เนื่องจากโรคนี้ดูดพลังงานของคนเรามากกว่าอาการเจ็บป่วยอื่นๆ และผู้ป่วยเองก็ต้องการเอาชนะภาวะซึมเศร้า ซึ่งในส่วนของการรักษานอกจากจะใช้วิธีการพูดคุยให้คำปรึกษา การทำจิตบำบัด และใช้ยาในกลุ่มแก้ซึมเศร้าหากมีความจำเป็นแล้ว การรักษาด้วยวิธีทางโภชนาการก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดความรุนแรงของอาการได้

จากข้อมูลงานวิจัยและการทดลองทางคลินิกของ นายแพทย์ดรูว์ แรมซีย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์คลินิกจิตเวชศาสตร์ที่วิทยาลัยแพทย์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ระบุว่า การกินอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนช่วยพัฒนาการรักษาอาการซึมเศร้าในระดับปานกลางถึงรุนแรงให้ดีขึ้นได้ เนื่องจากร่างกายมีการขาดสารอาหารบางอย่าง เช่น วิตามินบี 12, โฟเลต, ธาตุเหล็ก เลยทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า และมีจิตใจหม่นหมอง ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง

สำหรับประเภทของอาหารที่สามารถช่วยลดอาการ “ซึมเศร้า” ได้ คือ การบริโภคผัก ผลไม้ ปลา และเมล็ดธัญพืชในปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ควรกินอาหารที่ธาตุเหล็ก, กรดไขมันโอเมก้า 3, แมกนีเซียม, โพแทสเซียม, ซีลีเนียม, วิตามินบีหลายชนิด: ไทอามีนโฟเลตบี 6 และบี 12, วิตามินเอ, วิตามินซี และสังกะสี เพราะสารอาหารดังกล่าวช่วยต้านอาการซึมเศร้าได้ เช่นเดียวกับเนื้อสัตว์ย่าง หอยนางรม หอยลาย หอยแมลงภู่ และปลาทะเลน้ำลึก อาหารเหล่านี้มีสารต้านอาการซึมเศร้าได้สูง

นอกจากนี้ ในส่วนของผักต่างๆ ยังมีสารต้านอาการซึมเศร้าสูงเช่นกัน โดยเฉพาะผักที่สามารถวัดผลออกมาได้เป็นตัวเลขค่า Antidepressant Food Score (AFS) ดังนี้

1.วอเตอร์เครสหรือผักสลัดน้ำ มีค่าต้านอาการซึมเศร้า 127%
2.สปิแนชหรือผักปวยเล้ง มีค่าต้านอาการซึมเศร้า 97%
3.หัวผักกาด หัวผักเทอนิปส์ มีค่าต้านอาการซึมเศร้า 76-93%
4.ผักสลัดเขียว ผักสลัดแดง มีค่าต้านอาการซึมเศร้า 74-99%
5.ผักสวิสชาร์ด มีค่าต้านอาการซึมเศร้า 90%
6.สมุนไพรสด (ผักชี ใบโหระพา พาสลีย์) มีค่าต้านอาการซึมเศร้า 73-75%
7.คะน้า ผักเคล มีค่าต้านอาการซึมเศร้า 48-62%
8.ดอกกะหล่ำ มีค่าต้านอาการซึมเศร้า 41-42%
9.บรอกโคลี มีค่าต้านอาการซึมเศร้า 41%
10.กะหล่ำดาว มีค่าต้านอาการซึมเศร้า 35%

สำหรับประเทศไทย ก็มีการศึกษาเรื่องนี้และมีการแนะนำผู้ป่วยโรคซึมเศร้าให้หันมาปรับเปลี่ยนอาหารการกินเช่นกัน จากข้อมูลของ จิรัฐิติกาล ดวงสา นักโภชนาการและหัวหน้ากลุ่มงานโภชนาการ ประจำโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมา ระบุว่า อาหารที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าควรรับประทานเพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพการรักษาของแพทย์ให้ดียิ่งขึ้นมี 5 กลุ่ม ได้แก่

1.กรดไขมันที่ดีต่อสุขภาพ (โอเมกา 3)
กรดไขมันดีหรือ โอเมกา 3 มีส่วนช่วยลดอาการซึมเศร้า ซึ่งมีอยู่ในเนื้อสัตว์จำพวกปลา ได้แก่ เนื้อปลาต่างๆ เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ทูน่า ปลาช่อน ปลาดุก ปลาสวายเนื้อขาว เป็นต้น

2.ไข่ไก่
มีกรดอะมิโนที่สำคัญโดยเฉพาะทริปโตเฟนและไทโรซีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จะช่วยสร้างสารซีโรโทนินทำให้อารมณ์ดี และยังเปลี่ยนให้เป็นเมลาโทนิน ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น

3.กล้วยชนิดต่างๆ
มีแร่ธาตุโพแทสเซียมและมีสารทริปโตเฟน ช่วยบรรเทาให้ความดันโลหิตกลับสู่ภาวะสงบ ลดการเกิดภาวะเครียดและวิตกกังวล

4.คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน
ข้าวกล้อง ลูกเดือย ข้าวโพด ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น จะช่วยสร้างสารซีโรโทนินในสมอง ช่วยให้ผ่อนคลาย

5.เห็ดทุกชนิด
เห็ดชนิดต่างๆ จะมีธาตุเซเลเนียมสูง ช่วยกระตุ้นฮอร์โมนแห่งความสุขลดอารมณ์ขุ่นมัวได้

ส่วนเครื่องดื่ม 2 ชนิดเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร ได้แก่ “น้ำดอกอัญชัน” ในดอกอัญชันจะมีสารแอนโทไซยานิน มีฤทธิ์กระตุ้นความจำ ช่วยผ่อนคลายความเครียด ลดความกังวล และช่วยให้นอนหลับ และ “น้ำลำไย” ซึ่งมีกรดแกลลิก ทำให้อารมณ์ดี ผ่อนคลาย และมีสารกาบาช่วยผ่อนคลายความเครียด และช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

รู้อาหารที่ควรกินกันไปแล้วก็มาดูกลุ่มอาหารที่ผู้ป่วย “ซึมเศร้า” ไม่ควรกิน และหลีกเลี่ยงกันบ้าง เพราะถ้ากินเข้าไปอาจจะไปซ้ำเติมอาการป่วยหรือขัดขวางการดูดซึมยา โดยในส่วนของอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงมีด้วยกัน 2 ประเภท และเครื่องดื่มอีก 3 ชนิด ได้แก่

1.อาหารที่มีน้ำตาลสูง หวานจัด
เนื่องจากร่างกายจะดูดซึมได้เร็วกว่าปกติ ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดสูงอย่างรวดเร็ว ร่างกายเกิดภาวะเครียด อาจจะนำมาสู่อาการหดหู่ซึมเศร้าได้

2.อาหารประเภทไส้กรอกและถั่วปากอ้า
เพราะเป็นอาหารที่มีสารไทรามีนสูงทำปฏิกิริยากับยารักษาโรคซึมเศร้าบางชนิด เช่น ยาเซเลจิลีน ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงได้

3.เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนสูงและน้ำตาลสูง
เครื่องดื่มประเภทนี้ก็ส่งผลให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้า ได้แก่ ชา-กาแฟ เพราะมีกาเฟอีนสูง ทำให้นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย เช่นเดียวกับน้ำอัดลมประเภทสีดำ เพราะเป็นเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนและน้ำตาลสูง หากมีการบริโภคเครื่องดื่มประเภทนี้ โดยเฉพาะสูตรที่มีสารให้ความหวานแทนน้ำตาลจำนวน 4 กระป๋อง หรือ 4 แก้วต่อวัน จะทำให้มีความเสี่ยงเกิดโรคซึมเศร้าได้มากกว่าคนปกติถึง 3 เท่า

นอกจากนี้ น้ำผลไม้รสเปรี้ยวบางชนิด เช่น ส้ม เสาวรส และน้ำองุ่น ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มเครื่องดื่มที่อาจทำปฏิกิริยากับยาที่ใช้รักษา ทำให้การรักษาด้วยตัวยาไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ รู้แบบนี้แล้วเพื่อนๆ หรือคนใกล้ชิดที่กำลังอยู่ในภาวะซึมเศร้ารีบปรับพฤติกรรมด่วนเลยอาการจะได้ไม่รุนแรงเพิ่ม

ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

- Advertisment -

MEDIUM AND MORE ANNUAL SALE 2022

MEDIUM AND MORE ANNUAL...