Wednesday, September 28, 2022
Advertising call 02-033-8900 ext. 8819spot_img

กรดไหลย้อน ภัยเงียบชาวออฟฟิศ ปล่อยไว้ไม่รักษาเสี่ยงลุกลาม

ถ้าพูดถึงโรคที่ชาวออฟฟิศเป็นกันมากที่สุด หนึ่งในนั้นต้องมีโรคกรดไหลย้อนอย่างแน่นอน เนื่องจากแต่ละคนมีพฤติกรรมที่เร่งรีบ บางคนกินอาหารเคี้ยวไม่ละเอียด บางคนกินอาหารรสจัด บางคนกินแล้วนอน ไม่เพียงเท่านั้น โรคกรดไหลย้อนยังสามารถพบได้ในทุกกลุ่มอายุ ถือเป็นโรคใกล้ตัวที่ใครๆ ก็เป็นได้ เพื่อนๆ คนไหนที่ยังไม่รู้จักโรคนี้ สามย่านมิตรทาวน์ มีข้อมูลดีๆมาเล่าให้ฟัง

พฤติกรรมเสี่ยงเป็นโรคกรดไหลย้อน
1.รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา .รับประทานแล้วนอนทันที
2.ชอบรับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเป็นประจำ
3.ดื่มสุรา น้ำอัดลม
4.สูบบุหรี่
5.ผู้หญิงตั้งครรภ์
6.มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน หรือโรคอ้วน
7.ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
8.ผู้ป่วยโรคผิวหนังแข็ง
9.รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิตสูงบางชนิด ยาแก้โรคซึมเศร้า เป็นต้น

แน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นกรดไหลย้อน?
อาการต่างๆ เหล่านี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนของโรคกรดไหลย้อน หากเพื่อนๆ มีอาการดังต่อไปนี้ นั่นแสดงว่า เพื่อนๆ กำลังเผชิญกับโรคกรดไหย้อนอยู่
1.แสบร้อนบริเวณหน้าอก ซึ่งจะเป็นมากหลังรับประทานอาหารมื้อหนัก
2.มีอาการเรอเปรี้ยว มีน้ำรสเปรี้ยวหรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก
3.ท้องอืด แน่นท้อง คล้ายอาหารไม่ย่อย
4.คลื่นไส้ อาเจียน หลังรับประทานอาหาร
5.เจ็บหน้าอก จุก คล้ายเหมือนมีก้อนติดอยู่ในลำคอ
6.หืดหอบ ไอแห้งๆ เสียงแหบ
7.เจ็บคอเรื้อรัง

นอกจากการสังเกตอาการของตนเองแล้ว ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนบางราย อาจมีอาการอื่นๆ แสดงออกมาแตกต่างกันไป เช่น เจ็บหน้าอก และไซนัสอักเสบ เป็นต้น ซึ่งแพทย์จะต้องตรวจซักประวัติและวินิจฉัย เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการ โดยวิธีการตรวจวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อน เช่น การส่องกล้องตรวจหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น การเอกซเรย์กลืนสารทึบแสง การตรวจการบีบตัวของหลอดอาหาร และการตรวจวัดความเป็นกรดด่างในหลอดอาหาร เป็นต้น

ปรับพฤติกรรมรักษากรดไหลย้อน
โรคกรดไหลย้อนพบได้ตั้งแต่เด็กทารกไปจนถึงผู้ใหญ่ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาและป้องกันโรคนี้ก็คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เพราะเป็นการรักษาที่ต้นเหตุ และช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วย ซึ่งสามารถทำได้ ดังนี้


1.รับประทานอาหารปริมาณน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง
2.ไม่ควรนอนทันทีหลังรับประทานอาหาร
3.หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา
4.หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารที่มีไขมันสูง
5.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำผลไม้
6.รับประทานอาหารมื้อเย็น ก่อนเข้านอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
7.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
8.ไม่สวมใส่เสื้อผ้าที่รัดรูปมากเกินไป

ใครที่เป็นโรคนี้นานๆ ปล่อยไว้ไม่ทำการรักษาจนกลายเป็นภาวะเรื้อรัง อาจส่งผลให้เกิดแผลและอาจรุนแรงจนถึงขั้นหลอดอาหารตีบ ที่ร้ายไปกว่านั้นอาจส่งผลร้ายแรงจนถึงขั้นเกิดความเสี่ยงเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้ เนื่องจากหลอดอาหารส่วนปลายมีการสัมผัสกับกรดมากเกินไป ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้โรคลุกลามและเรื้อรัง หากมีอาการดังกล่าว ควรรีบไปรับการตรวจวินิจฉัยและจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินอาหารและตับ เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง

แม้ว่าจะไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงมากนัก แต่ก็ถือเป็นโรคสุดรำคาญและเสียสุขภาพไม่ใช่น้อย ถ้าเพื่อนๆ ไม่อยากเป็นโรคนี้ รีบปรับพฤติกรรมเสี่ยงการเป็นโรคกรดไหลย้อนกันนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพ

- Advertisment -

“SAMYAN MITRTOWN 3RD ANNIVERSARY มิตรเดย์ มิตรเลิฟ เฟสติวัล ”

ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายแคมเปญ “SAMYAN MITRTOWN...