Thursday, June 30, 2022
Advertising call 02-033-8900 ext. 8819spot_img

เปิดตำนาน “เสือ” จากความเชื่อโบราณสู่ยุคปัจจุบัน

หลังจากก้าวเข้าสู่ปี 2565 ซึ่งตรงกับปีขาล หรือปีนักษัตรเสือ เพื่อนๆ หลายคนก็น่าจะพอเห็นเรื่องราวเกี่ยวกับเสือกันมาพอสมควรไม่ว่าจะเป็นสินค้าแฟชั่น ข้าวของเครื่อใช้ ตลอดจนความเชื่อ พอพูดถึงความเชื่อเพื่อนๆ หลายคนน่าจะขยับเข้ามาฟังใกล้ๆ กันเลยทีเดียว บอกเลยปีนี้ สามย่านมิตรทาวน์ จะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเสือมาให้ฟังเป็นเรื่อยๆ สำหรับเรื่องแรกที่อยากนำมาเล่าให้ฟัง คือ ความเชื่อเกี่ยวกับเสือตั้งแต่สมัยโบราณว่ามีที่มาที่ไปยังไงบ้าง ว่าแล้วก็ไปฟังกันเลย

นับตั้งแต่ 5,000 ปีก่อนคริสตกาล เสือเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมจีนและได้สร้างตำนานมากมายผ่านเรื่องเล่าปากต่อปาก บทเพลง บทกวี รวมถึงงานศิลปะจากการสร้างสรรค์ของจิตรกร หลักฐานสำคัญที่เจอ คือ รูปปั้นเสือโบราณยุคหินใหม่ที่ถูกพบในประเทศจีน นับตั้งแต่นั้นมา ตำนานของเสือก็โด่งดังไปทั่วภูมิภาคเอเชีย

โดยเฉพาะเสือโคร่งนับเป็นเสือที่ได้ชื่อว่า เป็นจุดศูนย์กลางของระบบความเชื่อในภูมิภาคเอเชีย และยิ่งเด่นชัดขึ้นเมื่อเสือโคร่งเบงกอล ซึ่งเป็นเสือโคร่งที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นสัตว์ประจำชาติของอินเดีย นอกจากนี้ เสือโคร่งเบงกอลหลวง ยังเป็นสัตว์ประจำชาติของบังคลาเทศ เช่นเดียวกับที่เสือโคร่งมลายูที่เป็นสัตว์ประจำชาติของมาเลเซีย

ยังไม่หมดแค่นั้นนะเพื่อนๆ ตามความเชื่อมยังมีการเชื่อมโยงกันระหว่างเหล่าสัตว์ในเกาหลีใต้และในประเทศเล่ามาข้างต้น จากความเชื่อดังกล่าว เสือโคร่ง จึงกลายมาเป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณมายาวนานนับพันปี และเป็นส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดตำนาน เรื่องราวของจักรวาลวิทยา ศาสนา และปรัชญา โดยเฉพาะในยุคจีนโบราณ เสือโคร่ง คือ หนึ่งในสัตว์ 12 ราศีของจีน ที่มีความเชื่อว่า เด็กคนไหนเกิดในปีเสือจะเป็นคนชอบแข่งขัน มีความมั่นใจในตัวเอง และเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่กล้าหาญ

และถ้านำมามองในแง่ของจิตวิญญาณ เสือ จะเป็นตัวแทนของพลังอำนาจ ความกล้าหาญ และความแข็งแกร่งทั้งภายในและภายนอก อีกทั้งความงดงามของสัตว์ผู้ยิ่งใหญ่ชนิดนี้ที่มาพร้อมกับความกล้าหาญและความดุร้าย ยังเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นภาพของความแตกต่างอันงดงามของธรรมชาติ

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ความเชื่อเช่นนี้ได้นำมาประยุกต์เข้ากับการเมืองและในแง่การทหาร เช่นในระหว่างยุคโชซอนของประเทศเกาหลี กองกำลังทหารนั้นจะต้องสวมใส่หนังเสือเพื่อแสดงถึงความเคารพยำเกรงของผู้ใต้บังคับบัญชา และใช้เพื่อแสดงถึงความกล้าหาญ และเมื่อถึงที่ญี่ปุ่นมีอาณานิคมเหนือเกาหลี กลุ่มชาตินิยมก็ได้นำเอาเสือมาเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านจักรวรรดิญี่ปุ่น

สำหรับในประเทศจีน เสือได้เป็นหนึ่งในสี่สัตว์ที่ฉลาดที่สุด เคียงคู่กันกับมังกร นกฟินิกซ์ และ เต่า ซึ่งจิตรกรชาวจีนนิยมหยิบมาสรรค์สร้างงานศิลปะ ด้วยคอนเซ็ปต์เช่นนี้ เหล่าสาวกศาสนาพุทธนิกายวัชรยานเอง ได้มีการนำหนังเสือมาเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงความโกรธให้เป็นปัญญา และมีการสวมใส่หนังเสือในระหว่างการนั่งสมาธิ ด้วยความเชื่อที่ว่า หนังเสือจะช่วยปกป้องการรบกวนของวิญญาณและภัยอันตราย ในขณะเข้าสู่ห้วงสมาธิ

แม้กาลเวลาจะผ่านไป ปัจจุบันเสือโคร่งยังนำมาผูกโยงเข้ากับความเชื่อและความศรัทธา ว่าจะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่สามารถดลบันดาลให้ชีวิตแคล้วคลาดปลอดภัย ประสบแต่ความสุขความเจริญ จนก่อให้เกิดมาเป็นการนำชิ้นส่วนของเสือ เช่น เขี้ยวเสือ หนังเสือ และอวัยวะเพศของเสือ ที่นำมาสร้างเป็นเครื่องรางของขลังต่าง ๆ นอกจากนี้ ชิ้นส่วนของเสือยังมีการนำมาใช้ทำยาจีนนับเป็นเวลากว่าพันปีอีกด้วย

จากความเชื่อดังกล่าว ปัจจุบันกลับกลายเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ เนื่องจากเหล่ามนุษย์ทั้งหลายมีการคุกคามชีวิตของเหล่าเสือโคร่ง และทำให้เสือโคร่งกลายมาเป็นหนึ่งในสัตว์ที่กำลังตกอยู่ในวังวนของธุรกิจการค้าสัตว์ป่า และหากมนุษย์ยังไม่มองเห็นความสำคัญของชีวิตเสือ ในอนาคตชื่อของ “เสือโคร่ง” อาจกลายเป็นเพียงแค่ตำนาน ที่ลูกหลานไม่มีวันได้เห็น

ขอบคุณข้อมูลจาก : ancient-origins และ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF)

- Advertisment -

ซื้อ 1 แถม 1 ชิพส์ ในราคา 59 บาท

Taco Bell ชวนคุณมาพบกับมินิโปรแกรม โฉมใหม่!...

Lantern Art Festival 2022

ครั้งแรกกับเทศกาลงานอาร์ตกลางเมือง❗️ สามย่านมิตรทาวน์ ชวน 10...
spot_img

ชวนมิตรรู้ทัน โควิค-19