Saturday, November 27, 2021
Advertising call 02-033-8900 ext. 8819spot_img

กินหวานอย่างไร? ให้แฮปปี้ มีสุขภาพดีไม่เสี่ยงโรคร้าย

ถ้าพูดถึงน้ำหวาน หรือขนมหวาน เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนน่าจะนั่งอมยิ้มอยากกินขึ้นมาทันที โดยเฉพาะถ้าช่วงไหนเรียนหนัก หรือทำงานหนัก การได้อาหารหวานๆ มาติมพลังก็ทำให้ร่างกายสดชื่นได้ไม่น้อย ถ้าเพื่อนๆ กินพอประมาณก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ถ้ากินมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดโทษต่อร่างกายได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ควรกินอาหารที่มีความหวานในปริมาณที่เหมาะสม หรือไม่เกิน 4-6 ช้อนชาต่อวันเท่านั้น เพราะหากมากไป ร่างกายจะได้รับพลังงานเกิน จนสะสมเป็นไขมัน อาจทำให้อ้วนและนำไปสู่โรคอื่นๆ ได้

ว่าแต่เพื่อนๆ รู้มั้ยว่า? เครื่องดื่ม หรือขนมหวานแต่ละชนิดมีปริมาณน้ำตาลเท่าไหร่? ถ้ายังไม่รู้ วันนี้ สามย่านมิตรทาวน์ มีข้อมูลมาฝาก แต่ก่อนที่จะไปรู้ว่าอาหารแต่ละชนิดมีปริมาณน้ำตาลเท่าไหร่? สามย่านมิตรทาวน์ ขอพาเพื่อนๆ ไปรู้จักประเภทของน้ำตาล กันก่อนเลย เวลาเพื่อนๆ กินขนมหวาน หรือครื่องดื่มหวานๆ จะได้ฉุกคิดก่อนกินกันสักนิดนึง

ประเภทของน้ำตาล
น้ำตาลที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เช่น น้ำตาลในนมหรือแลคโตส น้ำตาลในผลไม้หรือฟรุกโตส รวมถึงน้ำตาลจากมอลต์หรือมอลโตส ประโยชน์ของน้ำตาลที่มีอยู่ตามธรรมชาติ นอกจากให้พลังงานแล้ว ยังได้ประโยชน์อื่นๆ ที่มาพร้อมกับอาหารนั้นๆ ด้วย ยกตัวอย่างเช่น นม 1 แก้ว หรือประมาณ 240 มิลลิลิตร จะมีน้ำตาลธรรมชาติหรือแลคโตสอยู่ประมาณ 12 กรัม

ส่วนน้ำตาลในผลไม้หรือฟรุกโตส จะมีปริมาณน้ำตาลแตกต่างไปตามชนิดของผลไม้ เช่น แอปเปิลเขียว 1 ผลเล็ก (100 กรัม) จะมีน้ำตาลฟรุกโตส 5.9 กรัม ข้อควรระวัง คือถึงแม้จะเป็นน้ำตาลตามธรรมชาติ แต่ก็ยังต้องระวังปริมาณที่กินเข้าไป เพราะถ้าหากกินมากเกินไป ก็อาจก่อให้เกิดผลเสียได้เช่นกัน

สำหรับน้ำตาลที่เติมเพิ่ม เช่น น้ำตาลทราย น้ำเชื่อม หรือน้ำผึ้ง ที่ให้รสหวานแสนอร่อยและให้พลังงานกับร่างกาย โดยน้ำตาลชนิดนี้มีแฝงอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มที่กินเป็นประจำ ซึ่งถือเป็นความหวานที่ผู้สูงอายุต้องระวังมากกว่าน้ำตาลตามธรรมชาติ เพราะการเติมน้ำตาลเพิ่มเข้าไปในอาหารบ่อยๆ จนเกินปริมาณที่กำหนด อาจทำให้เกิดการเสพติดรสหวาน เสี่ยงต่อการเกิดโรค NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อย่างเช่นโรคอ้วนหรือโรคเบาหวานได้ เพราะอาหารที่มีน้ำตาลสูงจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และยังเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดการอักเสบ ทำร้ายจุลินทรีย์ในลําไส้ ทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะไม่สมดุล ส่งผลเสียต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย

สำรวจน้ำตาลที่ซ่อนอยู่ในอาหารแต่ละชนิด
เพื่อนๆ หลายคนอาจนึกภาพไม่ออกว่า น้ำตาลที่เติมเพิ่มหรือแอบซ่อนอยู่ในอาหารแต่ละชนิดมีมากแค่ไหน ลองไปสำรวจข้อมูลนี้ เพื่อเปรียบเทียบปริมาณของน้ำตาลเป็นช้อนชากันเลย
น้ำอัดลม 1 กระป๋อง (350 มิลลิลิตร) มีน้ำตาล 37 กรัม หรือ ประมาณ 9 ช้อนชา
น้ำผลไม้กล่อง 1 กล่อง (200 มิลลิลิตร) มีน้ำตาล 18 กรัม หรือ ประมาณ 4.5 ช้อนชา
ชานมไข่มุก 1 แก้ว (500 มิลลิลิตร) มีน้ำตาล 38 กรัม หรือ ประมาณ 9 ช้อนชา
ทุเรียนหมอนทอง 100 กรัม มีน้ำตาล 14 กรัม หรือ ประมาณ 3.5 ช้อนชา
เรียกได้ว่า เป็นปริมาณที่มากเกินกว่าร่างกายสมควรรับในแต่ละวัน เพราะปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสม ไม่ควรกินเกิน 4-6 ช้อนชาต่อวันเท่านั้น

เทคนิค ลดน้ำตาล กินหวานอย่างไรให้พอดี
สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่กินน้ำตาลในปริมาณพอเหมาะอยู่แล้ว ก็ถือเป็นเรื่องดี แต่หากใครยังติดหวานอยู่ ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้กันดู


1.เลือกเครื่องดื่ม สั่งหวานน้อย เพราะเครื่องดื่มในปัจจุบันมีน้ำตาลมาก ควรสั่งแบบลดระดับความหวานให้เหลือ 0-50 %
2.อ่านฉลากโภชนาการ ตรวจสอบว่าอาหารและเครื่องดื่มมีปริมาณมากน้อยแค่ไหน เพื่อเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลมาก
3.เลือกผลไม้หวานน้อย กินผลไม้แทนขนมหรืออาหารว่าง เช่น แอปเปิลเขียว ฝรั่ง กล้วย แก้วมังกร หรือเบอร์รี
4.มองหาสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ ที่ช่วยบอกว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผ่านการตรวจสอบปริมาณน้ำตาล ไขมัน โซเดียม ว่าอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม

รู้ข้อมูลกันแล้ว ก่อนจะกินขนมหวาน หรือเครื่องดื่มหวานๆ ก็ฉุกคิดกันนิดนึงเนาะ เพราะความอร่อยจากอาหารที่มีรสหวาน อาจนำมาซึ่งโรคภัยต่างๆ แบบที่เพื่อนๆ คาดไม่ถึงก็เป็นไปได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

- Advertisment -

เทนยะ จัดโปร 2 เมนูใหม่เริ่มที่ 159 บาท

เทนยะ เปิดตัวเมนูใหม่ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข เฉลิมฉลองกันด้วยเทมปุระสีเหลืองทอง กรอบ...

ขอเชิญเข้าร่วมงานสัมมนา Thailand 2022 Unlock Value

สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ขอเชิญเข้าร่วมงานสัมมนา Thailand...
spot_img

ชวนมิตรรู้ทัน โควิค-19