Saturday, November 27, 2021
Advertising call 02-033-8900 ext. 8819spot_img

‘แสงสีฟ้า’ ความเสี่ยงโรคตา สำหรับคนวัยทำงาน-วัยเรียน

ในยุค COVID-19 แบบนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าคนทุกเพศทุกวัยต้องใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์กันเกือบทั้งวัน ไม่เรียนออนไลน์ ก็ทำงาน ประชุมออนไลน์ ช็อปปิ้งออนไลน์ หรือแชทพูดคุยกับเพื่อนๆ ผ่านทางคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ซึ่งทุกอุปกรณ์ล้วนแต่มีแสงสีฟ้า (Blue Light) ออกมาจากหน้าจอทั้งสิ้น ว่าแต่เพื่อนๆ รู้หรือไม่ว่า? ไอ้เจ้าแสงสีฟ้าเนี่ย! มันอาจทำร้ายดวงตาของเราได้นะถ้าเราเจอกับเจ้าแสงสีฟ้าเป็นเวลานานๆ

ว่าแต่เราจะรู้ได้อย่างไร? ว่าเจ้าแสงสีฟ้าเริ่มทำร้ายดวงตาของเราแล้ว ง่ายๆ เลยค่ะเพื่อนๆ ถ้าเราอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต นานแล้วเรามีอาการตาล้า ตาแห้ง แสบตา ตาสู้แสงไม่ได้ ปวดศีรษะ ปวดคอ บ่า ไหล่ นั่นแหละ เราเริ่มถูกเจ้าแสงสีฟ้าทำร้ายเราแล้ว อาการแบบนี้เรียกมันว่า Computer Vision Syndrome ที่สำคัญและน่าห่วงมากคือ แสงสีฟ้า เป็นคลื่นแสงที่มีพลังงานสูง ถ้าอยู่กับมันนานๆ อาจทำให้เราเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมได้หากไม่ดูแล เพื่อให้เพื่อนๆ รู้จักเจ้าแสงสีฟ้ามากขึ้น สามย่านมิตรทาวน์ มีข้อมูลของเจ้าแสงสีฟ้ามาฝาก

แสงสีฟ้า คือ อะไร
แสงที่มนุษย์ทุกคนสามารถมองเห็นได้อยู่ในช่วงแสงสีขาว ซึ่งแสงขาวแบ่งได้ 7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด และแดง ซึ่งแต่ละสีมีความยาวคลื่นและพลังงานแตกต่างกัน แสงที่เรามองเห็นได้จะอยู่ที่ช่วงความยาวคลื่นประมาณ 400 – 700 nm โดยแสงสีฟ้าอยู่ที่ช่วงประมาณ 400 – 500 nm ซึ่งแสงสีฟ้าเป็นแสงที่มีพลังงานสูงใกล้เคียงรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) อีกด้วย

ที่มาของแสงสีฟ้า
ในชีวิตประจำวันการหลบเลี่ยงจากแสงสีฟ้าอาจเป็นเรื่องยาก เนื่องจากแสงสีฟ้ามีทั้งเกิดจากแหล่งพลังงานธรรมชาติ และจากสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ แต่จะมีปริมาณความเข้มข้นของแสงสีฟ้าแตกต่างกันไป ได้แก่
1.แหล่งพลังงานธรรมชาติ เช่น ดวงอาทิตย์ (แสงแดด) ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดแสงจากธรรมชาติที่มีปริมาณของแสงที่มีความเข้มมากที่สุด
2.อุปกรณ์ต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น หลอดไฟ LED ตามบ้านเรือน หรือแม้แต่ไฟหน้ารถและท้ายรถ อุปกรณ์ดิจิทัลเช่น จอโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต

ผลกระทบจากแสงสีฟ้า
ในแต่ละวันเราสามารถเจอแสงสีฟ้าได้ตลอดเวลา ทั้งจากแสงแดดตามธรรมชาติและจากแหล่งกำเนิดแสงต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น ความเป็นจริงผลกระทบจากแสงสีฟ้าต่อร่างกายมีทั้งผลดีและผลเสีย หากใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างไม่เหมาะสม จะทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย ดังนี้

1.เปลี่ยนนาฬิกาชีวิต
โดยธรรมชาติแสงสีฟ้ามีผลต่อ Circadian Rhythm หรือนาฬิกาชีวิตที่ทำให้ร่างกายทำงานเป็นปกติ ช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนออกมา ทำให้กระฉับกระเฉง รู้เวลานอน รู้เวลาตื่น แต่หากได้รับแสงสีฟ้าจากหน้าจอในเวลากลางคืนช่วงระยะเวลาหนึ่ง ระบบนี้จะถูกรบกวนส่งผลให้มีอาการนอนไม่หลับ ตื่นลำบาก จนรู้สึกว่าร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ และอาจส่งผลกระทบกับงานหรือชีวิตประจำวันได้

2.ทะลวงอวัยวะ
ด้วยเหตุที่แสงสีฟ้ามีพลังงานสูง เมื่อเทียบกับความยาวคลื่นของแสงในช่วงอื่นๆ จึงสามารถทะลุทะลวงอวัยวะอย่างดวงตา ตั้งแต่กระจกตา เลนส์ตา ไปจนถึงจอตาที่อยู่ลึกเข้าไปและเป็นส่วนสำคัญในการมองเห็น ก่อให้เกิดอันตรายจากแสงสีฟ้า (Blue Light Hazard)

3.เมื่อยล้า ปวดตา แสบตา เคืองตา น้ำตาไหล ตาพร่ามัว
มักเป็นในคนที่ทำงานหรือใช้หน้าจอเป็นเวลานาน หรือรวมเรียกกลุ่มอาการนี้ว่า Computer Vision Syndrome ซึ่งอาจเกิดจากดวงตาได้รับแสงสีฟ้าจากหน้าจออย่างต่อเนื่อง คลื่นแสงที่มีพลังงานสูง อาจทำลายเซลล์ผิวกระจกตาและเยื่อบุตา บวกกับการสั่นกระพริบของหน้าจอ ส่งผลให้กล้ามเนื้อลูกตาทำงานหนักมากขึ้นในการปรับโฟกัสภาพ การที่แสงจากหน้าจอที่ไม่พอเหมาะและความไม่คมชัดของตัวอักษรบนหน้าจอ ทำให้ต้องเพ่งมากขึ้นและกะพริบตาน้อยลง ทำให้เกิดอาการตาแห้ง

4.จอประสาทตาอาจเสื่อม
เนื่องจากแสงสีฟ้าสามารถทะลุเข้าไปและทำลายเซลล์รับแสงในจอตา อาจทำให้การมองเห็นส่วนกลางแย่ลงได้ แต่ยังมีเพียงการศึกษาในสัตว์ทดลองและในห้องปฏิบัติการที่พบการถูกทำลายของเซลล์รับแสงในจอตา ยังไม่ยืนยันแน่นอนว่าเป็นสาเหตุของโรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ (Age – Related Macular Degeneration)

ดูแลดวงตาให้ถูกวิธี
1.พักสายตาระหว่างใช้หน้าจอ โดยใช้หลัก “20 – 20 – 20” คือ การละสายตาและมองไกลออกไประยะ 20 ฟุต ทุก 20 นาทีเป็นเวลา 20 วินาทีจะช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าของตาได้
2.ปรับระยะห่างระหว่างตากับหน้าจอให้อยู่ประมาณ 25 นิ้ว
3.ติดฟิล์มลดแสงหรือกรองแสงที่หน้าจอ
4.ปรับแสงสว่างภายในห้องและหน้าจอให้เหมาะสม
5.หลีกเลี่ยงการใช้สายตาในบริเวณที่มีลมเป่าตาโดยตรง ซึ่งทำให้เกิดอาการตาแห้งและตาเมื่อยล้าได้ง่าย
6.ใช้น้ำตาเทียมหยอดตาเป็นระยะเมื่อรู้สึกตาแห้ง
7.ควรพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวัดสายตาและตรวจสุขภาพตา

แว่นกรองแสงสีฟ้าจำเป็นหรือไม่?
แว่นกรองแสงสีฟ้าช่วยลดแสงสีฟ้าเข้าสู่ดวงตาได้ แต่อาจไม่ได้มีความจำเป็นที่สุด เพราะแสงทุกคลื่นสีก็มีอันตรายต่อดวงตาเช่นกัน การทดสอบแว่นกรองแสงสีฟ้าทำได้ค่อนข้างยาก ไม่สามารถมองแล้วรู้ได้เลยว่ากรองแสงสีฟ้าได้จริงหรือไม่ ซึ่งการพิสูจน์จะต้องใช้เครื่องมือเฉพาะและไม่สามารถหาได้โดยทั่วไป ดังนั้น เพียงแค่การจัดสภาพแวดล้อมและปรับพฤติกรรมการใช้สายตาอย่างเหมาะสมก็สามารถช่วยป้องกันอันตรายและช่วยรักษาสุขภาพตาของเราได้

แสงสีฟ้าจากหน้าจอเป็นอันตรายถึงขั้นตาบอดหรือไม่?
แม้จะมีการเผยแพร่ข้อมูลจากหลายรายงานการวิจัยยืนยันภัยอันตรายจากแสงสีฟ้า (Blue Light Hazard) ที่มีต่อดวงตาส่วนต่างๆ แต่ระดับความรุนแรงอาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นปริมาณหรือความเข้มของแสงสีฟ้าที่ดวงตาได้รับ ระยะห่างจากแหล่งกำเนิดแสง หรือระยะเวลาที่ได้รับแสงสีฟ้า อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการสนับสนุนว่า การได้รับแสงสีฟ้าในการใช้งานปกติในชีวิตประจำวันจะทำให้เกิดการทำลายดวงตาที่รุนแรงและถาวรหรือถึงขั้นตาบอด

เพื่อนๆ คนไหนที่ต้องนั่งทำงาน หรือนั่งเรียนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานก็อย่าลืมพักสายตากันบ้างนะคะ เช่นเดียวกับเพื่อนๆ ที่เพลินกับการดูซีรีย์ ช้อปปิ้งออนไลน์ และแชตคุยกับเพื่อน ถ้าเริ่มรู้สึกว่าใช้เวลาอยู่กับเจ้าแสงสีฟ้านานเกินไปก็อย่าลืมพักสายตา เพราะถ้าหากเราละเลยดวงตาถึงขั้นอักเสบหนักๆ ถึงขั้นตาบอดกันเลยนะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : พญ. วีรยา พิมลรัฐ จักษุแพทย์ โรงพยาบาลกรุงเทพ

- Advertisment -

เทนยะ จัดโปร 2 เมนูใหม่เริ่มที่ 159 บาท

เทนยะ เปิดตัวเมนูใหม่ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข เฉลิมฉลองกันด้วยเทมปุระสีเหลืองทอง กรอบ...

เปิดรับสมัครแล้วกับคอร์ส Speaking1 รอบแรกของปี 2022

ANGKRIZ เปิดรับสมัครแล้วกับคอร์ส Speaking1 รอบแรกของปี...

ผลการศึกษาระดับภูมิต้านทาน การฉีดวัคซีนสูตรต่างๆ

จากผลการศึกษาระดับภูมิต้านทานและคาดประมาณประสิทธิภาพวัคซีนสูตรต่างๆ ในการป้องกันโควิด-19 มีดังนี้AZ 1...
spot_img

ชวนมิตรรู้ทัน โควิค-19