Sunday, October 17, 2021
Advertising call 02-033-8900 ext. 8819spot_img

10 เคล็ด (ไม่) ลับ กินของหวานอย่างไร? ไม่ทำให้อ้วน

เพื่อนๆ คนไหนชอบกินของหวานบ้างยกมือขึ้น เชื่อว่าหลายคนโปรดปรานอย่างแน่นอน ใครที่ชอบมากๆ ก็อย่าอร่อยจนลืมส่วนโค้งส่วนเว้าของเอวที่เคยมีละกัน เพราะเวลาน้ำหนักมันขับขึ้นมาทีไร ตอนขึ้นมันง่ายมาก แต่ตอนลงนี่น่ะซิ! กว่าจะได้แต่ละขีดเหนื่อยเอาการ สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่ชอบกินของหวานมากๆ วันนี้ สามย่านมิตรทาวน์ มีเคล็ดลับการกินของหวานอย่างไร? ไม่ให้อ้วนมากฝาก

1.กินหลังมื้ออาหาร
การกินอาหารตอนท้องว่างจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่เรียกว่าอินซูลิน ที่มีผลต่อการรักษาระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ อินซูลินยังไปกักตุนคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ถูกใช้เป็นพลังงานไปเป็นไขมัน ดังนั้น การกินขนมหรือของหวานหลังมื้ออาหาร นอกจากระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มสูงขึ้นแล้ว ของหวานที่กินเข้าไป ยังจะทำให้พลังงานส่วนเกินจากของหวานกลายเป็นไขมันได้อีกด้วย

2.กินเป็นของว่าง (บ่าย 2 – 4 โมงเย็น)
หากต้องการกินขนมเป็นของว่าง ควรกินหลังทานอาหารมื้อหลักไปแล้วประมาณ 2 ชั่วโมง เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวน้ำตาลในเลือดได้กลับมาสู่ระดับปกติแล้ว แม้ว่าเราจะกินของหวานในช่วงเวลานั้นระดับน้ำตาลในเลือดก็จะไม่เพิ่มกะทันหัน ถือเป็นวิธีการที่เหมาะมากๆ สำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องการลดน้ำหนัก แต่อย่างไรก็ดี การกินของหวานในช่วงเวลาดังกล่าวยังคงขึ้นอยู่กับปริมาณของหวานที่กินด้วย

3.กินในปริมาณที่เหมาะสม
เพื่อนๆ บางคนที่อยากกินของหวาน แต่พอได้กินแล้วไม่ได้กินแค่ชิ้นเดียว หรือเอามาแค่ถ่ายรูปเก๋ๆ อวดเพื่อนเท่านั้น! ดังนั้น เมื่อเพื่อนๆ ได้เข้าไปร้านขนมหวาน หรือเครื่องดื่มหวานๆ อันดับแรกที่ควรทำเลย คือ ตั้งสติ สั่งมาแล้วก็ให้แบ่งกันกินกับเพื่อนๆ เช่น เค้ก 1 ก้อน คุณอาจแบ่งกินกับเพื่อนคนละ 2-3 คำ วิธีนี้ จะช่วยให้เพื่อนๆ ได้ทานของหวานในปริมาณที่พอดี ไม่มากจนเกินไป

4.ลดแคลอรี
การตัดน้ำตาล ครีม ออกจากขนมก่อนกินถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดแคลอรี่ที่เกิดจากของหวานที่เรากินเข้าไป เช่น เกลี่ยน้ำตาลไอซิ่งที่โรยหน้าขนมปังออก หรือไม่ใส่กะทิในขนมหวาน จะลดพลังงานได้ถึง 81- 150 แคลอรี่ หรือเกลี่ยครีมหน้าขนมเค้กออก ลดพลังงานได้ถึง 160 แคลอรี่ได้เลยทีเดียว

5.ใช้ช้อนชาตักของหวาน
เพื่อให้เรากินของหวานในคำที่เล็กลง และช้าลง เมื่อเราตักขนมเข้าปากแต่ละคำให้เคี้ยวช้าๆ และเคี้ยวให้นานที่สุด เพื่อให้กระเพาะและตับไตไส้พุงทำงานกะมันน้อยที่สุด ย่อยสลายได้เร็วที่สุด ดังนั้น การเคี้ยวให้ละเอียด เคี้ยวนานๆ ทำเช่นเดียวกันทุกคำ ไม่ต้องรีบร้อนจะดีที่สุด และถ้าได้กินพร้อมกับน้ำชาก็จะดี เพราะจะทำให้เพื่อนๆ รู้สึกว่าอิ่มเร็วขึ้น

6.ชาเขียวร้อนดีต่อหุ่น
เมื่อเพื่อนๆ กินของหวานเรียบร้อยแล้ว ให้เพื่อนๆ สั่งเครื่องดื่ม อย่างชาเขียวร้อนมา 1 แก้ว แล้วจิบหลังมื้อขนมหวาน หรือมื้อว่างระหว่างวัน ชาเขียวจะช่วยเผาผลาญไขมันและช่วยลดคอเรสเตอรอลในร่างกายได้อย่างดี อีกทั้งยังช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย และสบายท้องอีกด้วย

7.กินผลไม้มาแทนขนมหวาน
วิธีนี้เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนได้ทำแล้ว เพราะผลไม้บางชนิดมีความหวานไม่แพ้กับขนมหวานเลย ดังนั้น เพื่อนๆ ควรกินผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อให้ความอยากของหวานลดลง นอกจากนี้ ยังดีต่อสุขภาพของเพื่อนๆด้วยน๊า

8.งดแป้งและน้ำตาลในวันรุ่งขึ้น
ถ้าวันนี้เรากินขนมหวานไปแล้ว วันรุ่งขึ้น เพื่อนๆ ควรงดแป้งและน้ำตาลให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อชดเชยของหวานที่เราได้กินไป เช่น มื้อเช้าและกลางวัน ควรเน้นกินผักประมาณ 80% และโปรตีน 20% ส่วนมื้อเย็นก็ให้กินผัก ผลไม้ และดื่มน้ำเปล่า เป็นต้น

9.เดินเล่นหลังกินของหวาน 15 นาที
อีกหนึ่งวิธีที่เพื่อนๆ ไม่ควรมองข้ามนั่นก็คือ หลังกินขนมหวานเสร็จแล้ว อย่านั่งอยู่กับที่! ควร ออกไปเดินเล่นรอบบ้านๆ ประมาณ 15 นาที วิธีนี้นอกจากจะช่วยย่อยแล้ว ยังป้องกันไม่ให้ไขมันมาสะสมที่หน้าท้อง ต้นขา และสะโพกได้อีกด้วย

10.ออกกำลังกาย
หลังกินของหวาน 5 ชั่วโมง ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที เพื่อกำจัดแป้งและน้ำตาลก่อนกลายเป็นไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยก่อนและหลังออกกำลังกายควรดื่มชาเขียวร้อนหรือน้ำอุ่น เพื่อให้เสริมระบบเผาผลาญควบคู่ไปด้วย

เพื่อนๆ คนไหนที่น้ำตาลตกบ่อยๆ แล้วต้องกินของหวานเพิ่มน้ำตาล เพื่อสร้างความสดชื่นให้กับร่างกาย ควรนำเคล็ดลับที่เล่าให้ฟังไปปรับใช้นะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีและพุงไม่ย้อย

ขอบคุณข้อมูลจาก : sanook ,women.mthai และ chillpainai

- Advertisment -

จัดโปรพิซซ่าฉลองออกเจ 1 แถม 1

เดอะ พิซซ่า คอมปะนี พร้อมต้อนรับการออกเจของทุกคน...

ทำไม? ต้องมีวันล้างมือโลก (Global Hand Washing Day)

วันล้างมือโลก (Global Hand Washing...
spot_img

ชวนมิตรรู้ทัน โควิค-19