Saturday, June 12, 2021
Advertising call 02-033-8900 ext. 8819spot_img

ทำความรู้จัก “RSV” ไวรัสตัวร้าย ทำอันตรายลูกรัก

ตอนนี้ใครๆ ต่างก็กังวลใจและให้ความสำคัญในการระมัดระวัง และป้องกันการได้รับเชื้อไวรัสโควิด-19 เพราะเป็นโรคที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรุนแรงในขณะนี้ แต่จริงๆ แล้ว บนโลกใบนี้ยังมีเชื้อโรคอีกมากมายหลายชนิด ที่อาจจะเข้ามาทำอันตรายต่อตัวเราได้อีกมากมายหลายชนิดด้วยกัน โดยเฉพาะเชื้อโรคที่จะมาทำร้ายลูกรักของคนที่เป็นพ่อแม่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่างไวรัส RSV ที่หากเด็กๆ ได้รับก็จะเจ็บป่วยจากเชื้อไวรัสระบบทางเดินหายใจในเด็ก (Respiratory Syncytial Virus) ได้เช่นกัน

วันนี้ สามย่านมิตรทาวน์ มีบทความเกี่ยวกับไวรัส RSV มาแนะนำ และทำความรู้จัก เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อที่จะได้รู้แนวทางป้องกัน และการรักษาได้อย่างถูกวิธี เพื่อน ๆ หลายคนที่อาจจะยังไม่ได้อยู่ในช่วงวัยของการเป็นพ่อแม่ แต่ก็สามารถนำเอาความรู้นี้ไปใช้ประโยชย์กับหลาน ๆ หรือน้องเล็กในครอบครัวได้

RSV คืออะไร
RSV คือ เชื้อไวรัสระบบทางเดินหายใจในเด็ก ที่สามารถติดต่อกันผ่านสารคัดหลั่ง น้ำมูก น้ำลาย ผ่านการไอ จาม และสัมผัสกันโดยตรง

อาการ RSV
อาการในระยะเริ่มแรกเหมือนไข้หวัดทั่วไป คือ มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล ซึ่งในรายที่มีอาการเล็กน้อยของทาง เดิน หายใจส่วนต้น สามารถหายได้เองภายใน 5-7 วัน ซึ่งเด็กบางคนมีอาการมากกว่าไข้หวัด คือ อาการไปถึงทางเดินหายใจส่วนล่างจะมีอาการไอแบบมี เสมหะ ร่วมด้วย ไอมากจนอาเจียน อาจมีหายใจเร็ว แรง หายใจลำบาก หรือหายใจแบบมีเสียงวี๊ด (wheezing) ได้ ในรายที่มีอาการหนัก

การรักษา RSV
โดยทั่วไปแพทย์จะให้การรักษาโดยให้สารน้ำทางเส้นเลือดดำ ให้ออกซิเจน ล้างจมูก ไปจนถึงช่วยดูดระบาย เสมหะใน กรณีที่น้ำมูกหรือเสมหะอุดตันมาก ขณะที่บางรายอาจมีการให้การรักษาแบบเฉพาะที่ คือ พ่นยาขยายหลอดลม พ่นน้ำเกลือเข้มข้นชนิดพิเศษ เพื่อลดภาวะหลอดลม เกร็ง และลดการหายใจแบบมีเสียงวี๊ด ส่วนการใช้ยา Montelukast ขั้นตอนนี้จะมีส่วนช่วยในการลดความรุนแรงในช่วงแรกของการหายใจหอบเหนื่อยแบบมี เสียงวี๊ด และให้ใช้ยาต่อเนื่องเพื่อลดการกลับเป็นซ้ำของโรค

วิธีการป้องกันไวรัส RSV
ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค ดังนั้นจึงเน้นการป้องกันโดยการเพิ่มภูมิต้านทานธรรมชาติ โดยเลี้ยงลูก ด้วยนมแม่ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด และใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง และล้างมือบ่อยๆ

ความแตกต่างไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดธรรมดา
ไข้หวัดใหญ่ และไข้หวัดธรรมดานั้น อาการระยะเริ่มคล้ายกันมาก แต่ไข้หวัดใหญ่นั้นอาการ รุนแรง กว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยมีไข้สูง (39-40 องศาเซลเซียส) ปวดศีรษะ ไอมาก อ่อนเพลียอย่างรุนแรง ปวดเมื่อยตาม ร่างกาย ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่รุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

นอกจากนี้ ยังมีโรคไข้หวัดใหญ่ยังติดต่อกันได้ง่ายมาก จากการหายใจเอาเชื้อที่กระจายอยู่ในละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการอยู่ใกล้ชิด สัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนกับผู้ป่วย และนำเชื้อเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ

ส่วนเชื้อไวรัสระบบทางเดินหายใจในเด็ก (RSV) นั้น จะมีไข้ไอจามน้ำมูกไหล ไอแบบมีเสมหะร่วมด้วย หรือไอมากจนอาเจียน อาจมีหายใจเร็ว แรง หายใจลำบาก หายใจแบบมีเสียงวี๊ด (wheezing) ในรายที่มีอาการหนัก มักหายได้เองภายใน 5-7 วัน ในเด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 3 ปี ที่มีการติดเชื้อเข้าสู่ทางเดินหายใจส่วนล่างอาจมีเสมหะได้ถึง 2 สัปดาห์ หากเป็นไข้หวัดธรรมดา มักหายเองได้ภายใน 3-5 วัน ส่วนไข้หวัดใหญ่ มักหายได้เองภายใน 5-7 วัน และจำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัส ในกลุ่มที่มีความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม วิธีการที่ดี คือ แนะนำให้มีการการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและการเสียชีวิต สำหรับบุคคลกลุ่มเสี่ยง ลดอัตราการลาป่วยและการเข้ารับรักษาตัวในโรงพยาบาล ลดอัตราการขาดงาน ขาดโรงเรียน หรือรบกวนแผนการเดินทาง และลดการเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ต่อสมาชิกในครอบครัว เพื่อน หรือผู้ร่วมงานต่าง ๆ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้และ ภูมิคุ้มกัน วิทยา โรงพยาบาลนวเวช

- Advertisment -

โปรคอมโบอินเตอร์จัดเต็ม 2 เมนู

เนื้อแท้ จัดโปรโมชั่นคุ้มสุดๆ! กับโปรคอมโบอินเตอร์ จัดเต็ม...

ประกาศการรับวัคซีนโควิด-19 จุดบริการสามย่านมิตรทาวน์

หน่วยความร่วมมือบริการ ฉีดวัคซีนโควิด-19กรุงเทพมหานคร-หอการค้าไทย-สามย่านมิตรทาวน์-โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ประกาศการรับวัคซีนโควิด-19 ผู้รับบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่ลงทะเบียนผ่านโครงการ...

ชวนมิตรรู้ทัน โควิค-19