Tuesday, May 11, 2021
Advertising call 02-033-8900 ext. 8819spot_img
HomeMITR Learningป้องกัน 'ความเครียด' อย่างไร? ไม่ให้เป็นโรคซึมเศร้า

ป้องกัน ‘ความเครียด’ อย่างไร? ไม่ให้เป็นโรคซึมเศร้า

ทุกคนรู้ไหมในเดือน ตุลาคม ยังมีอีกวันที่สำคัญคือ วันสุขภาพจิตโลก (World Mental Health Day) คือ 10 ตุลาคม 2563 เพราะ สุขภาพจิต เป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะหากเราไม่ดูแลสุขภาพจิตใจ ก็อาจจะเกิดผลร้ายอย่างคาดไม่ถึงเลย !!! เห็นได้อย่างชัดเจนและเป็นข่าวมาตลอดคือ “โรคซึมเศร้า” ที่เกิดขึ้นกับหลายและเหล่าคนดังระดับโลก “สามย่านมิตรทาวน์” จึงขอสรุปข้อมูลจาก “กรมสุขภาพจิต” มาให้ทุกคนได้ตะหนักรู้และหาแนวทางป้องกันไปพร้อมกัน

ปัญหาโรคซึมเศร้า และการฆ่าตัวตายในวัยหนุ่มสาว เป็นปัญหาใหญ่ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ โดยองค์การอนามัยโลก เผยแพร่เมื่อเดือน ธันวาคม 2562 ว่า ปัญหาภาวะซึมเศร้าเป็นปัญหาด้านสุขภาพจิตที่สามารถเป็นได้ทั่วไป มีประชากรป่วยด้วยโรคนี้กว่า 264 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งผู้ที่มีอาการซึมเศร้าจะต้องดำเนินชีวิตประจำวันอยู่กับความผันผวนของอารมณ์ในแต่ละวัน และยังเผชิญกับปัญหาของโรคเรื้อรังอื่นๆ จากการทำหน้าที่ของร่างกายเปลี่ยนไป และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย

ปัญหาซึมเศร้าที่น่าห่วงสุดคือ นำไปสู่ภาวะฆ่าตัวตาย (แต่พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง) เป็นการตายก่อนวัยอันควรที่ป้องกันได้ สิ่งที่น่าตกใจคือทั่วโลกมีผู้ที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายกว่า 800,000 คน ในแต่ละปี และการฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุอันดับสองของการเสียชีวิตในกลุ่มวัย 15-29 ปี

แต่ในข่าวร้ายก็มีทางออกว่า ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาและการดูแลทางด้านจิตใจ ซึ่งได้การรักษาได้ผลดีแม้จะป่วยตั้งแต่ระดับปานกลางถึงรุนแรงก็ตาม

มาดูข้อมูลของคนดังระดับโลกที่เคยเผชิญโรคซึมเศร้าอย่าง “จัสติน บีเบอร์” ได้เปิดเผยชีวิตตัวเองที่ก้าวผ่านโรคซึมเศร้ามาสำเร็จ โดยได้เขียนข้อความส่วนตัวบอกเล่าถึงความทุกข์ทรมานจิตใจในช่วงวัย 20 ผ่านอินสตาแกรมที่มีแฟนคลับติดตามกว่า 125 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งเขามีครอบครัวทำให้ผ่านความทุกข์เหล่ามาได้ และการเปิดเผยของบีเบอร์ ก็ได้รับความเห็นใจมากมายจากแฟนเพลงทั่วโลกที่มาให้กำลังใจ อีกทั้งชื่นชมที่เขาผ่านความทุกข์มาได้

การเปิดเผยตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเหล่าแฟนคลับและประชาชนทั่วโลกครั้งนี้ของบีเบอร์ ถือเป็นสร้างความตระหนักเชิงป้องกันในวงกว้าง เพราะความดังและจำนวนแฟนคลับที่มีมากมายทั่วโลก จึงช่วยส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตได้

ส่วนภูมิภาคเอเชีย จะเห็นได้จากข่าวศิลปิน KPOP ที่เผชิญกับความทุกข์ทรมานจากโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง ซึ่งมีการรายงานผ่านสื่อว่าศิลปินเกาหลีหลายคนประสบกับโรคนี้ โดยชาวเกาหลี มองเหล่าไอดอลว่า ต่างเผชิญกับภาวะเครียดเรื้อรังและกลายเป็นโรคซึมเศร้า หลายรายจบชีวิตตัวเองก่อนวัยอันควรด้วยการฆ่าตัวตาย มาจากสังคมวัฒนธรรมเกาหลีที่เป็นแรงกดดัน ค่ายฝึกที่เข้มงวด การแข่งขันในตลาดเพลงที่รุนแรง

อีกทั้งมีการเปิดเผยจากเอเชียไทม์ ในช่วงปลายปีก่อน กับปัญหาทางสังคมวัฒนธรรมเกาหลีที่มีผลสำรวจประชากรคนหนุ่มสาวเกาหลี คนรุ่นใหม่อายุ 19-34 ปีกว่า 75% ต้องการหนีจากเกาหลีเพื่อไปอยู่ต่างประเทศ แม้ว่าเกาหลีเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีฐานะร่ำรวยอันดับ 11 ในโลก แต่คนหนุ่มสาวต่างมีชีวิตที่เผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน เพราะการแข่งขันรุนแรง และความแตกต่างทางชนชั้น ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ แม้ไม่ใช่สาเหตุที่วัยรุ่นเซเลปเกาหลีป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและฆ่าตัวตาย แต่มีปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อม เป็นตัวกระตุ้นวัยหนุ่มสาวเกิดภาวะเครียดได้ง่าย และเรื้อรังจนกลายเป็นโรคซึมเศร้า มีพฤติกรรมฆ่าตัวตายตามมา ทำให้มีอัตราฆ่าตัวตายสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

อ่านแล้วก็อย่ากังวลไป “กรมสุขภาพจิต” มีทางออกที่จะป้องกันไม่ให้เกิดคือ ความเครียดและนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตตามมาคือ

  • ปรับพฤติกรรมเพิ่มการออกกำลังกาย อย่างน้อยวันละ 30 นาที สามวันต่อสัปดาห์จะป้องกันโรคซึมเศร้าได้
  • ลด ละ เลิก สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าให้น้อยลงจะดีต่อสุขภาพใจ
  • ให้ความสำคัญกับการพักผ่อนมากขึ้น ก่อนเข้านอนสัก 1-2 ชั่วโมง ควรวางทุกเครื่องมือการสื่อสารทุกชนิด กำหนดเวลาเข้านอนไม่ให้ดึกในทุกวัน และตั้งนาฬิกาปลุกให้ตื่นในตอนเช้าในเวลาเดียวกันทุกเช้าให้ได้
  • ปรับชีวิตให้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ทำสิ่งที่รัก ชอบ อย่างสัตว์เลี้ยงที่ชอบ หรืองานอดิเรกที่ชอบ จะเป็นเกราะป้องกันความเครียดและภาวะซึมเศร้าได้
  • ระบายออกมาบ้าง ขอความช่วยเหลือบ้าง เมื่อรู้สึกเครียด
  • ปรับพฤติกรรมการกิน ผักใบเขียว เนื้อไม่ติดมัน อาหารซีฟู้ด เป็นมีสารอาหารที่จำเป็นซึ่งส่งผลดีต่อการทำงานของสมอง อย่าง แมกนีเซียม โฟเลต ซิงค์ และกรดไขมันที่ดีต่อร่างกายและสมอง ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ดาร์คช็อคโกแลต กล้วยหอม ต่างเป็นผลดีต่อการทำงานของสมอง

ขอเสริมว่าเมื่อเกิดโรคโควิด-19 ส่งผลให้หลายคนเกิดความเครียดโดยไม่รู้ตัว กลายเป็นความเครียดสะสมและมีความเสี่ยงเกิดโรคซึมเศร้าตามมาได้ ซึ่งกรมสุขภาพจิตก็มี แบบประเมินโรคซึมเศร้า สามารถเข้าไปประเมินตนเองในเว็บไซด์ของกรมสุขภาพจิตได้เลย

ขอทิ้งท้ายว่า “การหัวเราะ” ก็เป็นยาบำบัดความเครียดได้อีกทาง ทุกคนๆ เพราะจะมีเอนโดฟินหลั่งออกมาจากสมอง ทำให้จิตใจของเรามีความแจ่มใส เกิดพลังคิดบวก และความคิดสร้างสรรค์ แถมช่วยลดอาการปวดหัว มาหัวเราะกันเถอะ !!!

ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมสุขภาพจิต

RECENT Recommend