Friday, September 17, 2021
Advertising call 02-033-8900 ext. 8819spot_img

นักช้อปต้องฟัง! ซื้อของออนไลน์ ใส่ข้อมูลส่วนตัวอย่างไรให้พอดี

ตลาดที่มาแรงอย่างมากในปีนี้ แม้มีโควิด-19 มาก็ไม่กระทบเลยคือ “ช้อปปิ้งออนไลน์” เพราะทุกคนรู้ดีไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดเราสามารถช้อปปิ้งได้ตลอดเวลา หากเราไปดูข้อมูลของ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กับรายงานกับ มูลค่า e-Commerce ของประเทศไทยใน 2562 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 4.02 ล้านล้านบาท หรือโตขึ้นเกือบ 7% และในปี 2563 คาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดอีกครั้ง จากพฤติกรรม New Normal ที่คนไทยซื้อ-ขายของออนไลน์มากขึ้น สำคัญ มูลค่า e-Commerce แบบ B2C ในกลุ่มประเทศอาเซียน ไทยครองแชมป์มูลค่า B2C สูงสุด 5 ปีซ้อน

การซื้อของออนไลน์ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของหลายคนไปแล้ว โดยเมื่อเราไปซื้อสินค้าก็จำเป็นต้องมีการกรอกข้อมูลส่วนตัวเก็บไว้ แต่เราไม่สามารถรู้ได้ว่า เราให้ข้อมูลกับใครและที่ใดบ้าง มากน้อยเพียงใด และเหมาะสมหรือไม่ เอ๊ะ!!! แต่ฟังแล้วไม่ต้องตกใจ เพราะมี วิธีการดูแลจัดการข้อมูลส่วนบุคคลที่เหมาะสม มาดูกัน

1.ไม่ต้องกรอกข้อมูลทุกช่อง แต่ควรกรอกแค่ที่จำเป็น เวลาซื้อของออนไลน์ หรือสมัครใช้บริการอะไรก็ตาม โดยอาจสังเกตจากเครื่องหมายว่า ส่วนใดจำเป็นต้องกรอก เช่น เครื่องหมาย *
2.เวลาเราอ่าน “เงื่อนไขในการให้บริการ” แล้วก็ควรอ่าน “การขอความยินยอม” หรือนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล อย่างละเอียด เพื่อจะได้รู้ว่ามีการเก็บข้อมูลเราไปเพื่ออะไร นำไปใช้ทำอะไรบ้าง เช่น เอาข้อมูลที่เรากรอกไป ส่งต่อให้คนอื่นหรือไม่
3.เมื่อใช้งานเว็บไซต์ หรือจะจ่ายเงิน ถ้ามีบริการช่วยจำหรือให้บันทึกพาสเวิร์ด อย่าเผลอกด “ตกลง” แม้สะดวกสบายสำหรับการใช้งานครั้งถัดไป แต่เราอาจโดนสวมรอยได้
4.การใช้งานคอมพิวเตอร์ส่วนตัวหรือมือถือ อย่าลืมตั้งค่าล็อกหน้าจอ เมื่อไม่มีการใช้งานนาน ๆ เพราะหน้าจอที่เราใช้ยังค้างอยู่ อาจทำให้คนอื่นมาแอบดูหรือล้วงข้อมูลต่าง ๆ ไปปลอมเป็นตัวเราได้
5.ก่อนเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสาธารณะควรระวัง เพราะอาจเป็นคนร้ายปล่อยสัญญาณให้เราใช้งาน โดยให้เรากรอกข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อขอใช้สัญญาณ เช่น เลขบัตรประจำตัวประชาชน เบอร์โทรศัพท์ ดังนั้น ควรตรวจสอบให้ดี และสำคัญมากคือ ธุรกรรมที่เกี่ยวกับการเงินไม่ควรใช้อินเทอร์เน็ตสาธารณะ

เรามีอีกข้อแนะนำคือ “การให้ข้อมูลส่วนบุคคล” เพราะเมื่อเราใช้งานอินเทอร์เน็ต ทั้งการหาข้อมูล ดูข่าวสาร ชมคลิป เล่นโซเชียลมีเดีย ไปถึงการทำธุรกรรม เช่น การจ่ายเงิน ฝาก-ถอน ทางออนไลน์ ทำให้เราต้อง “บันทึก ใช้ เปิดเผย และส่งข้อมูลส่วนบุคคล” ของเราไปตามช่องทางต่างๆ


ส่วน “ข้อมูลส่วนบุคคล” (Personal Data) คือ ข้อมูลที่ทำให้สามารถระบุตัวคนคนนั้นได้ ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม เช่น ชื่อ-นามสกุล, ที่อยู่, เลขบัตรประชาชน, ข้อมูลสุขภาพ, หมายเลขโทรศัพท์, อีเมล, ประวัติอาชญากรรม ฯลฯ

ดังนั้น เมื่อเราใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของเรา อย่างน้อยก็จะใส่ชื่อ-นามสกุล เพื่อยืนยันตัวเราในการใช้บริการหรือทำธุรกรรม ผ่านช่องทาง ๆ เช่น SMS อีเมล แอปพลิเคชันแช็ต โซเชียลมีเดีย แต่ก่อนที่จะให้ “ข้อมูลส่วนบุคคล” ของเรากับคนอื่นจึงมีข้อแนะนำที่ต้องคิดไว้ก่อนให้คือ
• ตระหนักว่าจะต้องดูแลรักษาข้อมูลนี้ให้ดีที่สุด ก่อนจะให้หรือแชร์ข้อมูลกับใคร โดยเฉพาะบนโลกออนไลน์
• ต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือของคนที่ขอข้อมูล
• ต้องขอความยินยอมจากเราก่อนนำข้อมูลของเราไปใช้
• ต้องรู้ว่า ข้อมูลที่ให้ นำไปใช้ทำอะไร และผู้ขอได้นำไปใช้ได้ตามที่ขอไหม
• ต้องให้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น

สิ่งที่ทุกคนต้องจำไว้คือ การใช้งานออนไลน์ แม้จะอิสระและเสรีมากสุดก็ตาม… แต่หากใช้งานไม่ระมัดระวัง ไม่รอบคอบ อาจเกิดปัญหาตามมาที่คาดไม่ถึง ดังนั้น ทุกคนต้องตรวจสอบดูแลให้ข้อมูลส่วนบุคคลอย่างละเอียด การให้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น และเมื่อใช้อินเอร์เน็ตสาธารณะก็ต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)

- Advertisment -

ไก่ทอดกูกู 10 ชิ้น ลดเหลือ 169 บาท

GUGU Chicken จัดโปรโมชั่น Sep...

ฉีดวัคซีน Pfizer ให้นักเรียน ในสถานศึกษาได้ที่ไหนบ้าง?

พ่อแม่ผู้ปกครองที่ยังมีข้อข้องใจว่า? สามารถฉีดวัคซีน Pfizer ให้นักเรียน...
spot_img

ชวนมิตรรู้ทัน โควิค-19