Tuesday, May 11, 2021
Advertising call 02-033-8900 ext. 8819spot_img
HomeMITR Learning2 เหตุผล คนไทยยุคโควิด-19 กลัวจน หันมาออมเงินเพิ่มขึ้น

2 เหตุผล คนไทยยุคโควิด-19 กลัวจน หันมาออมเงินเพิ่มขึ้น

ในภาวะวิกฤตการมีเงินสดติดกระเป๋าไว้ เป็นเรื่องที่อุ่นใจมากที่สุด ด้วยเหตุนี้ เลยทำให้เปลี่ยนพฤติกรรมจากเดินจะนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ มาเป็นการฝากเงินในธนาคารมากขึ้น เพราะคล่องตัวกว่าในการนำเงินออกมาใช้ ที่สำคัญไปกว่านั้น…ได้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝาก แม้ว่าดอกเบี้ยจะน้อยก็ตาม

ภาพการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเห็นได้ชัดในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในที่ผ่านมา คนไทยเริ่มหันมาออมเงินมากขึ้น เรียกได้ว่าประหยัดการใช้จ่ายและซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็น แนวโน้มที่เกิดขึ้นดังกล่าวสอดคล้องกับธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ออกมาระบุว่า นับตั้งแต่เกิดโรคโควิด -19 ระบาด คนไทยนำเงินไปเก็บออมและลงทุนเพิ่มมากขึ้น

จากข้อมูลของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) พบว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 (เดือนมกราคม – มิถุนายน) มีจำนวนผู้ฝากเงินในระบบสถาบันการเงิน รวม 80.82 ล้านราย เพิ่มขึ้นประมาณ 1.1 ล้านราย หรือ 1.38% และมีจำนวนเงินฝากที่ได้รับความคุ้มครอง 14.67 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.12% เมื่อเทียบกับข้อมูล ณ สิ้นปี 2562 โดย 98% เป็นผู้ฝากรายย่อยมีเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาท

โดยถ้าย้อนดูข้อมูลการคุ้มครองเงินฝากช่วงปี 2560 – 2562 พบว่า จำนวนเงินฝากที่ได้รับความคุ้มครองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2560 มีเงินฝากจำนวน 12.54 ล้านล้านบาท ปี 2561 มีเงินฝากจำนวน 13.02 ล้านล้านบาท ปี 2562 มีเงินฝากจำนวน 13.56 ล้านล้านบาท

2 เหตุผลที่ทำให้คนไทยหันมาเก็บเงินในรูปเงินฝากออมทรัพย์มากขึ้น คือ
1.มีความปลอดภัยสูง แม้จะได้ผลตอบแทนต่ำ แต่เงินต้นไม่สูญหาย
2.ถอนแล้วได้เงินทันที ถ้าลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ หากต้องการถอนหรือขายก็ต้องใช้เวลา

นอกจากการเก็บออมในรูปเงินฝากออมทรัพย์แล้ว ช่วงวิกฤตโควิด-19 คนไทยยังสนใจลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มมากขึ้นด้วย เห็นได้ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า การเปิดบัญชีใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ มีบัญชีซื้อขายรายย่อยเปิดใหม่ 190,000 บัญชี เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วทั้งปีถึง 34%

ไม่ใช่แค่เปิดบัญชีใหม่เพิ่ม แต่นักลงทุนยังอายุน้อยลงด้วย โดยช่วงวิกฤตโควิด-19 พบว่านักลงทุนอายุ 20-30 ปีสนใจเปิดบัญชีหุ้นเพิ่มมากขึ้น ต่างจากอดีตที่เป็นอายุ 30 – 40 ปี เนื่องจากคนรุ่นใหม่มีความสนใจหันมาศึกษาข้อมูลการลงทุน มีความสามารถในการรับความเสี่ยงได้สูง รวมถึงความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและความสะดวกรวดเร็วในการเปิดบัญชีแบบออนไลน์

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาผลตอบแทนตามประเภทสินทรัพย์เฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี (2553 – 2562) พบว่า ผลตอบแทนการฝากเงินออมทรัพย์อยู่ที่ 0.72%, ฝากประจำ 1 ปีอยู่ที่ 1.88%, พันธบัตร 3 ปีอยู่ที่ 2.41%, ทองคำอยู่ที่ 2.31% และหุ้นไทยอยู่ที่ 11.82%

แต่การลงทุนในตลาดหุ้นช่วงที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่ามีความผันผวนพอสมควร การลงทุนจึงต้องจักตัวเอง ยังต้องมีเป้าหมายทางการเงิน และระดับความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้ และยังต้องรู้จักเครื่องมือและจังหวะลงทุน เพราะการรู้และเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อทิศทางการลงทุน จะทำให้สามารถกำหนดกลยุทธ์การลงทุนในภาวะตลาดที่แตกต่างกัน รวมถึงสามารถโยกย้ายเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย

ดังนั้น การจัดสรรเงินลงทุนควรพิจารณาตามความเหมาะสมและความต้องการของตัวเอง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยง ยังช่วยเฉลี่ยผลตอบแทนโดยรวมได้ด้วย และเป็นวิธีการบริหารการเงินที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

คนไทยจึงควรหันมาออมเงินกันให้มากขึ้น ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และระมัดระวังการใช้จ่าย ที่สำคัญ ต้องหาโอกาสสร้างรายได้เพิ่มควบคู่กันไปด้วย เพื่อที่จะได้มีรายได้สำรองหากเกิดเหตุการณ์วิกฤตขึ้นในอนาคต เราจะได้รับมือได้ทันท่วงที

RECENT Recommend